แอฟริกากลางประท้วงยูเอ็นหลังเหตุปะทะนองเลือด

ชาวแอฟริกากลางประท้วงหน้าสำนักงานยูเอ็นในกรุงบังกี หลังเกิดเหตุปะทะนองเลือดระหว่างทหารรักษาสันติภาพกับกลุ่มติดอาวุธ จนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน ขณะที่สหประชาชาติยืนยันผู้เสียชีวิตไม่มีพลเรือน และวิจารณ์กระแสต่อต้านว่าเป็น “โฆษณาชวนเชื่อ” สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงบังกี สาธารณรัฐแอฟริกากลาง ( ซีเออาร์ ) เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ว่าสืบเนื่องจากเหตุปะทะระหว่างทหารรักษาสันติภาพของยูเอ็นในนาม “ไมนัสกา”

กับกลุ่มทหารรับจ้าง “พีเค-ไฟฟ์” ในเขตชุมชนแห่งหนึ่งของกรุงบังกี เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน หนึ่งในนั้นคือทหารของยูเอ็น และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 40 คน  แต่หลังจากนั้นมีประชาชนจำนวนหนึ่งแสดงความไม่พอใจต่อปฏิบัติการทางทหารของยูเอ็น ด้วยการนำศพของผู้เสียชีวิตมาวางเรียงประท้วงหน้าอาคารสำนักงานของยูเอ็นในกรุงบังกี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานั้น

สหประชาชาติออกแถลงการณ์วิจารณ์สถานการณ์ประท้วงที่เกิดขึ้น ว่าเป็นความไม่ประสงค์ดีของบุคคลบางกลุ่ม ในการใช้ร่างของผู้เสียชีวิตเป็นเครื่องมือ “โฆษณาชวนเชื่อ” ปลุกระดมว่ายูเอ็นเข่นฆ่าพลเรือนผู้บริสุทธิ์ ทั้งที่ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามการได้รับร้องเรียนจากประชาชน ว่ามีสถานที่เป็นแหล่งซ่องสุมของกลุ่มพีเค-ไฟฟ์ ในการวางแผนก่อเหตุรุนแรง และในระหว่างการปะทะกลุ่มคนร้ายยิงตอบโต้ทหารของไมนัสกาอย่างหนัก

เหตุการณ์ปะทะดังกล่าวถือว่ารุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่ง นับตั้งแต่ไมนัสกาเข้ามาประจำการในกรุงบังกี เมื่อเดือนเม.ย. 2557 เพื่อปฏิบัติภารกิจรักษาเสถียรภาพให้กับซีเออาร์ ประเทศซึ่งเป็นอดีตอาณานิคมของฝรั่งเศส และขาดเสถียรภาพทางการเมืองอย่างหนัก นับตั้งแต่เกิดเหตุแนวร่วมกองกำลังฝ่ายต่อต้านรัฐบาลซึ่งเป็นชาวมุสลิม โค่นอำนาจประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โบซิเซ ซึ่งนับถือศาสนาคริสต์ เมื่อปี 2556 หลังโบซิเซผูกขาดอำนาจการบริหารมานานถึง 1 ทศวรรษ. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ dailynews